ตอนที่ 6 ทดลองเขียนภาษาซีโปรแกรมแรก บน dev c++
ตอนที่ 3 การติดตั้งเทอร์โบซี
ตอนที่ 10 เรียนผังงานเพื่อออกแบบโปรแกรม
ตอนที่ 13 การออกแบบโครงสร้างในโปรแกรม
ตอนที่ 14 การออกแบบเงื่อนไขในโปรแกรม
ตอนที่ 12 ตัวอย่างการออกแบบโปรแกรม
เรียนภาษาซี ตอนที่ 75 ตัวอย่างโครงสร้างข้อมูล unions
เรียนภาษาซี ตอนที่ 78 การเปิดไฟล์ด้วยภาษาซี
ตอนที่ 56 เรียนรู้ฟังก์แบบไม่มีการส่งค่าและรับค่า
ตอนที่ 78 การเปิดไฟล์ด้วยภาษาซี
ตอนที่ 60 ฟังก์ชันที่มีการรับค่าและส่งค่าในการประมวลผล
ตอนที่ 68 การประกาศโครงสร้างข้อมูลแบบ structures
ตอนที่ 49 ตัวอย่างการเขียนโปรแกรมตรวจสอบตัวอักษร
เรียนภาษาซี ตอนที่ 37 ทำความรู้จัก Do while
ตอนที่ 35 เขียนโปรแกรมคำสั่ง if turbo C
เรียนภาษาซี ตอนที่ 32 เขียนโปรแกรมคำสั่ง for DevC++

เริ่มเรียนรู้การเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ด้วยภาษา C



เรียนรู้ภาษาซี

เรียนรู้พื้นฐานทีละขั้นตอนดังนี้

ตอนที่ 1 แนะนำ Complier ตัวแปลภาษา C
ตอนที่ 2 การติดตั้งลงโปรแกรม Dev C++ เพื่อเขียนภาษา C
ตอนที่ 3 การติดตั้งเทอร์โบซี
ตอนที่ 4 โครงสร้างพื้นฐานของภาษา c
ตอนที่ 5 ขั้นตอนการเขียนโปรแกรมด้วยภาษา c
ตอนที่ 6 ทดลองเขียนภาษาซีโปรแกรมแรก บน dev c++
ตอนที่ 7 เรียนรู้การประกาศตัวแปรด้วย DevC++
ตอนที่ 8 การประกาศตัวแปร Turbo C++
ตอนที่ 9 เรียนผังงานเพื่อออกแบบโปรแกรม
ตอนที่ 10 หลักเกณฑ์การตั้งชื่อตัวแปร
ตอนที่ 11 ทำความรู้จักสัญลักษณ์ในการออกแบบโปรแกรม
ตอนที่ 12 ตัวอย่างการออกแบบโปรแกรม
ตอนที่ 13 การออกแบบโครงสร้างในโปรแกรม
ตอนที่ 14 การออกแบบเงื่อนไขในโปรแกรม
ตอนที่ 15 ทำความเข้าใจการออกแบบเงื่อนไขซ้อนกัน
ตอนที่ 16 ทำความรู้จักข้อมูล interger ในภาษา C
ตอนที่ 17 ทำความรู้จักกับข้อมูลชนิด Char ของภาษา C
ตอนที่ 18 ค่าคงที่ C Constance
ตอนที่ 19 พิสัยของการเก็บข้อมูล
ตอนที่ 20 แสดงผล printf
ตอนที่ 21 แสดงผล putchar
ตอนที่ 22 แสดงผล puts
ตอนที่ 23 การรับข้อมูลจากคีย์บอร์ด input-function
ตอนที่ 24 รับข้อมูล getch
ตอนที่ 25 รับข้อมูล getchar
ตอนที่ 26 รับข้อมูล getche
ตอนที่ 27 รับข้อมูล gets
ตอนที่ 28 นิพจน์และลำดับการดำเนินการ
ตอนที่ 29 ทำความรู้จักตัวดำเนินการ oprtator
ตอนที่ 30 ทำความรู้จักตัวดำเนินการเปรียบเทียบ
ตอนที่ 31 ทำความรู้จักคำสั่ง for
ตอนที่ 32 เขียนโปรแกรมคำสั่ง for DevC++
ตอนที่ 33 เขียนโปรแกรมคำสั่ง for TurboC++
ตอนที่ 34 เขียนโปรแกรมคำสั่ง if DevC++
ตอนที่ 35 เขียนโปรแกรมคำสั่ง if turbo C
ตอนที่ 36 ทำความรู้จัก while
ตอนที่ 37 ทำความรู้จัก Do while
ตอนที่ 38 ทำความรู้จักอาร์เรย
ตอนที่ 39 เรียนรู้อาร์เรย 2 มิติ
ตอนที่ 40 ตัวอย่างการเขียนโปรแกรมอาร์เรย์
ตอนที่ 41 ตัวอย่างการเขียนโปรแกรมอาร์เรย 2 มิติ
ตอนที่ 42 แนะนำฟังก์ชันคำสั่งในภาษาซี
ตอนที่ 43 เขียนโปรแกรมด้วยฟังก์ชันคณิตศาสตร์
ตอนที่ 44 เรียนรู้ฟังก์ชันมาตรฐานในภาษาซี
ตอนที่ 45 ตัวอย่างการเขียนโปรแกรมด้งยฟังก์ชันในภาษาซี
ตอนที่ 46 ฟังก์เกี่ยวกับการจัดการอักษร
ตอนที่ 47 ตัวอย่างการเขียนโปรแกรมด้วยฟังก์ชันทางอักษร
ตอนที่ 48 ฟังก์การตรวจสอบตัวอักษร
ตอนที่ 49 ตัวอย่างการเขียนโปรแกรมตรวจสอบตัวอักษร
ตอนที่ 50 ทำความรู้จักฟังก์ชันสตริง
ตอนที่ 51 การสร้างฟังก์ชันขึ้นมาใช้งานเองในภาษาซี
ตอนที่ 52 ทำความรู้โครงสร้าง ฟังก์ชัน user define
ตอนที่ 53 การเรียกใช้ฟังก์ชันที่สร้างขึ้นมาเอง
ตอนที่ 54 ตัวอย่างการเขียนโปรแกรมเพื่อสร้างฟังก์ชันขึ้นมาใช้งานเอง
ตอนที่ 55 ตัวอย่างการเขียนโปรแกรมประกาศฟังก์ชัน user define
ตอนที่ 56 เรียนรู้ฟังก์แบบไม่มีการส่งค่าและรับค่า
ตอนที่ 57 ตัวอย่างการเขียนโปรแกรมฟังก์แบบไม่มีการส่งค่าและรับค่า
ตอนที่ 58 ฟังก์แบบมีการส่งค่าแต่ไม่รับค่ากลับมาประมวลผล
ตอนที่ 59 ตัวอย่างการเขียนโปรแกรมแบบมีการส่งค่าแต่ไม่รับค่ากลับมาประมวลผล
ตอนที่ 60 ฟังก์ชันที่มีการรับค่าและส่งค่าในการประมวลผล
ตอนที่ 61 ตัวอย่างการเขียนโปรแกรม ฟังก์ชันที่มีการรับค่าและส่งค่าในการประมวลผล
ตอนที่ 62 ทำความรู้จักพอยเตอร์
ตอนที่ 63 ทำความรู้จักการปะกาศพอยเตอร์เพื่อใช้งาน
ตอนที่ 64 ตัวอย่างการเขียนโปรแกรมพอยเตอร์
ตอนที่ 65 ตัวอย่างการเขียนโปรแกรมพอยเตอร์
ตอนที่ 66 ทำความรู้จักโครงสร้างข้อมูลแบบ structures
ตอนที่ 67 รูปแบบการประกาศโครงสร้างข้อมูลแบบ structures
ตอนที่ 68 การประกาศโครงสร้างข้อมูลแบบ structures
ตอนที่ 69 การอ้างอิงตัวแปรภายในโครงสร้างข้อมูล structures
ตอนที่ 70 ตัวอย่างการเขียนโปรแกรมโครงสร้างข้อมูล structures
ตอนที่ 71 ตัวอย่างการเขียนโปรแกรมโครงสร้างข้อมูล structures
ตอนที่ 72 ทำความรู้จักโครงสร้างข้อมูลแบบ unions
ตอนที่ 73 การประกาศโครงสร้างข้อมูลแบบ unions
ตอนที่ 74 การอ้างอิงตัวแปรภายในโครงสร้างข้อมูล unions
ตอนที่ 75 ตัวอย่างการเขียนโปรแกรมโครงสร้างข้อมูล unions
ตอนที่ 76 การจัดการไฟล์ในภาษาซี
ตอนที่ 77 ขั้นตอนในการเขียนโปรแกรมทำงานกับไฟล์
ตอนที่ 78 การเปิดไฟล์ด้วยภาษาซี
ตอนที่ 79 ฟังก์ชันคำสั่งทางด้านไฟล์ในภาษาซี
ตอนที่ 80 ตัวอย่างการเขียนโปรแกรมด้วยการใช้คำสั่งอ่านไฟล์ในภาษาซี
ตอนที่ 81 ตัวอย่างการเขียนโปรแกรมด้วยการใช้คำสั่งเขียนไฟล์ในภาษาซี

 

ไม่เสียค่าเดินทางในการอบรม คุ้มและเข้าใจได้จริง
พร้อม VDO บรรยายความเป็นมาพื้นฐานในการเขียนโปรแกรมทุกขั้นตอน
สร้างพื้นฐานในการเรียนรู้การเขียนโปรแกรมด้วยตัวเองอย่างแท้จริง
ดูซ้ำทบทวน พร้อมโปรแกรมประกอบที่นี่เท่านั้นครับ


พื้นฐานความก้าวหน้าของเทคโนโลยี การพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์
ในโลกนี้ล้วนมีพื้นฐานมาจาก
การพัฒนาโปรแกรมด้วยภาษา C ทั้งสิ้น เราจึงสามารถมั่นใจได้ว่าเมื่อเราทำการเรียนรู้พื้นฐาน
ในการเขียนโปรแกรมที่สำคัญที่สุด จนกระทั่งได้ถูกบบรจุในการเรียนการสอนวิชาคอมพิวเตอร์
ตามสถาบันชั้นนำต่างๆ เราจึงสามารถมั่นใจได้ว่าตัวภาษา C นั้นสามารถสร้างบบรทัดฐาน
เราจึงจำเป็นที่จะเริ่มอย่างมีรากฐานด้วยภาษา C เสียก่อนครับ แล้วการเรียนรู้การสร้างโปรแกรม
หรือเรียนรู้การเขียนโปรแกรมนั้นคุณจะเข้าใจได้ว่าไม่ยากเย็นอย่างที่คิดเลย
สามารถติดตามเรียนรู้ได้ที่เว็บไซด์ของเราได้อย่างต่อเนื่องครับ

ประโยชน์ที่คุณจะได้รับกับการเรียนรู้ภาษา C

-- การเรียนรู้พื้นฐานการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ได้อย่างมั่นคง

-- สามารถนำไปต่อยอดการพัฒนาภาษาคอมพิวเตอร์อื่นได้เช่น C++,C#,Java,PHP,OpenGL

-- เมื่อมีพื้นฐานของภาษา C แล้วสมารถที่จับทางเรียนรู้ภาษาคอมพิวเตอร์ ตัวอื่นได้รวจเร็วขึ้น

-- ภาษา C สามารถนำมาใช้งานกับคอมพิวเตอร์ได้ทั้งหมด

-- ภาษา C มีความยืดหยุ่นสูง เป็นภาษาเชิงโครงสร้าง ง่ายต่อการสร้างโมดูลาร์

-- โปรแกรมที่พัฒนาจากภาษา C มีขนาดเล็ก มีประสิทธิภาพสูง

--โปรแกรมเมอร์สามารถสร้างโปรแกรมที่ควบคุมการทํางานของคอมพิวเตอร์และการโต้ตอบ
ระหว่างผู้ใช้กับคอมพิวเตอร์ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เช่น การเขียนโปรแกรมในลักษณะที่ผู้ใช้ควบคุม
โปรแกรมในสภาพแวดล้อม ที่เป็น Event-Driven คือ ผู้ใช้สามารถควบคุมเหตุการณ์ต่าง ๆ ของโปรแกรม
ช่วยให้สามารถออกแบบโปรแกรมคอมพิวเตอร์ได้รวจเร็วขึ้น ในขณะทํางานได้ไม่ใช่ผู้ใช้ถูกควบคุม
โดยโปรแกรม ลักษณะการทํางานแบบ Event-Driven ได้แก่
โปรแกรมที่ทํ างานในสภาพแวดล้อมภายใต้ระบบปฏิบัติการวินโดวส์ เป็นต้น

--ภาษา C มีประสิทธิภาพของภาษาอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกับภาษา Assembly มากที่สุด
แต่มีความยืดหยุ่นในยึดติดกับฮาร์ดแวร์คอมพิวเตอร์หรือ Microprocessor รุ่นใดรุ่นหนึ่ง ทําให้สามารถ
นําโปรแกรมที่สร้างขึ้นไปทํางานได้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ได้ทุกรุ่น

--โปรแกรมเมอร์ส่วนใหญ่จะนิยมใช้ภาษา C พัฒนาโปรแกรมประยุกต์ในงานด้านต่าง ๆ
เป็นจํานวนมากในปัจจุบัน เพราะประสิทธิภาพของภาษาที่ได้เปรียบภาษาอื่น ๆ

การติดตั้งชุดพัฒนาโปรแกรมภาษา C ด้วย โปรแกรม Borland Turbo Version 4.5

ในการเรียนรู้การพัฒนาโปรแกรมภาษา C เราจะใช้เครื่องมือในการสร้าง Code ภาษา C ด้วย
โปรแกรม Borland Turbo4.5 ซึ่งจะเป็นโปรแกรมที่เราสามารถเขียน โค้ดภาษา C หรือ C++
โดยเราสารถติดตั้งลงไปบนเครื่อง computer ที่ใช้ระบบปฎิบัติการ windows Xp หรือ Windows 7
ได้อีกด้วยเพื่อเรียนรู้โครงสร้างและพื้นฐานการเขียนโปรแกรม
โดยโปรแกรมนี้จะประกอบไปด้วยตัวแปลภาษา เครื่องมือสำหรับการสร้างโปแกรมหรือ ที่เรียกว่า
Editor ที่ใช้งานง่ายทำให้เราสามารถเรียนรู้การเขียนโปรแกรมได้เร็วยิ่งขึ้น

การติดตั้ง Borland Turbo C/C++
Editor เริ่มการติดตั้งจะคล้ายกับการติดตั้งโปรแกรมทั่วไป ในที่นี้เรา Click Continue

การติดตั้ง Borland Turbo เลือก Drive เลือก Drive ที่ต้องการ
ในขั้นตอนการติดตั้งนี้เราสามารถเลือก Drive ที่ต้องการได้ว่าจะทำการติดตั้งลงที่ไหน

การติดตั้ง Borland Turbo เลือก Drive รายงาน Drive ที่ติดตั้ง
โปรแกรมติดตั้งจะรายงานรายละเอียด ในการติดตั้ง


การติดตั้ง Borland Turbo Click install
โปรแกรมติดตั้งจะรายงานรายละเอียด ในการติดตั้ง



การติดตั้ง Borland Turbo Click install
โปรแกรมเริ่มการติดตั้ง

การติดตั้ง Borland Turbo Click install
รอโปรแกรมติดตั้งจนเสร็จครับ
การติดตั้ง Borland Turbo
เราเริ่มจะเขียน Source code ศึกษาการเขียนโปรแกรมด้วยภาษา C โดยอาศัยเครื่องมือที่เราได้ทำการติดตั้งครับ จากภาพจะแสดงลักษณะหน้าต่างของ โปรแกรม Borland Turbo C Version 4.5
หลังจากที่เราได้ติดตั้งเครื่องมือสำหรับการสร้าง Source Code เพื่อการเรียนรู้การสร้างโปรแกรม
ด้วยภาษา C ไปในเนื้อหาของการเริ่มต้นเขียนโปรแกรมด้วย ภาษา C แล้ว
การพัฒนาโปรแกรมด้วยภาษา C มีขั้นตอนในการสร้างคล้ายกับภาษาระดับสูงทั่วไป แต่ภาษา C
ได้จัดเตรียมเครื่องมือในการพัฒนาโปรแกรมในสภาพแวดล้อมที่รวมไว้ด้วยกัน ที่เรียก
ว่า IDE (Integrated Development Environment) คือ ได้นําเครื่องมือที่จําเป็นทั้งหมดในการพัฒนา
โปรแกรมมารวมไว้ ด้วยกัน ทั้ง Editor, Compiler, Link Library และ Help เพื่อความสะดวกของผู้ใช้ใน
ขณะทําการเขียนโปรแกรม

การพัฒนาโปรแกรมด้วยภาษา C++ มีขั้นตอนตามลําดับ ดังนี้

1. ขั้นตอนการสร้าง Source Code หรือผมขอเรียกว่าโครงสร้างทางภาษา C โดยการใช้ส่วน Editor ของ
IDE (โปรแกรม Borload Turbo C) เมื่อสร้างเสร็จ แล้วจึง Save Source code ไว้
โดยต้องถูกนะครับตาม โครงสร้างและไวยากรณ์ของภาษา C ทั้งหมดก่อน

2. การคอมไพล์ (Compile) คือการใช้ตัวโปรแกรมหรือ Compiler ของ Borland Turbo C
ในการแปล Source code ให้เป็นไฟล์ภาษาเครื่องที่เรียกว่า Object File หรือ Object Code จะได้ไฟล์ที่มีส่วนขยายเป็น OBJ เพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งไฟล์ เช่น TEST.OBJ ตรงนี้ทำได้โดย อัตโนมัติ
จาก Borland Turbo C ที่เราได้ติดตั้งไว้

3. การเชื่อมโยง (Linking) เป็นขั้นตอนการเชื่อมโยงไฟล์ประเภท OBJ เข้ากับแฟ้มจากคลัง
(Library) ของภาษา C จํ านวน 1 แฟ้มหรือมากกว่า ซึ่งไฟล์ใน Library นี้จัดเตรียมไว้โดยผู้สร้างภาษา
C ผลก็คือจะได้ผลลัพธ์เป็นไฟล์ที่สามารถนําไปทํางาน หรือ Run ได้โดยอิสระ หรือที่เรียกว่า
Executable File มีส่วนขยายเป็น EXE เช่น TEST.EXE เป็นต้น

ขั้นตอนของการสร้าง Source File , การ Compile และการ Link ทั้งหมดจะดําเนินการได้ใน
IDE ของ C ที่จัดเตรียมไว้ให้แล้วอย่างอัตโนมัติ ทําให้ผู้เขียนโปรแกรมสามารถทําสร้างโปรแกรมด้วย
ภาษา C สะดวกยิ่งขึ้น โดยศึกษาจากเครื่องมือที่สร้างโปรแกรม มาลองดูกันเลยครับ

เราเริ่มจะเขียน Source code ศึกษาการเขียนโปรแกรมด้วยภาษา C
โดยอาศัยเครื่องมือที่เราได้ทำการติดตั้งครับ จากภาพจะแสดงลักษณะหน้าต่างของ
โปรแกรม Borland Turbo C Version 4.5


เริ่มต้น Start program editor C

ไปที่ Start > Turbo C++ 4.5 > Turbo C++ ดังภาพ
เครื่องมือของเราถึงแม้จะเป็น C++ แต่ก็สามารถแปลโครงสร้างทางภาษา C ได้เช่นกันครับ

แสดงพื้นที่การเขียนโปรแกรมภาษา C

พื้นที่สำหรับการทดลองเขียน Source Code โปรแกรมแรกที่เราจะเริ่มทดลองกัน

เริ่มต้นเขียนคำสั่งภาษา C
จากนั้นเราจะมาทำการเขียน Source code ทดสอบดังนี้

#include<stdio.h>
main()
{
printf("Hello Test Thaimarket product.com");
}

โครงสร้างพื้นฐานของภาษา C จะประกอบไปด้วย Header กับ Main()
ซึ่ง Header ในนี้คือ คำสั่ง include<stdio.h> จะเป็นการสั่งให้ คอมไพเลอร์
ตัวแปลภาษา ไปนำเอาไฟล์ที่อยู่ใน Library ชื่อ Stdio.h เข้ามาร่วมประมวลผล

ส่วน main()
{
คือโครงสร้างหลักที่ต้องกำหนดในการเขียนโปรแกรมภาษา C เปรียบเสมือนจุดเริ่มต้นการทำงาน ของโปรแกรมโดยโปรแกรมแรกนี้จะสั่งให้แสดงผล ข้อความว่า Hello Test Thaimarket product.com ออกไปทางจอภาพครับ



แสดงการ save file

เมื่อเขียน Source Code จะทำการเลือก File--> Save เพื่อบันทึกเป็น Source File

แสดงหน้าต่างการ Run

จากนั้นจะทำการ Run โดยทำการเลือก Debug--> Run



ผลลัพธฺของโปรแกรม

และจะปรากฏหน้าต่างโปรแกรมแรกของเราออกมาครับ

ทำความรู้จักกับ ชนิดข้อมูลของในภาษา C


ในการที่เราจะเรียนรู้การเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ สิ่งที่สำคัญเรียกว่าเป็นสิ่งที่เป็นความต้องการพื้นฐาน
คล้ายๆ กับพวกปัจจัย 4 ที่ทุกภาษาคอมพิวเตอร์จำเป็นที่จะต้องมี คือรูปแบบของการกำหนดข้อมูล
บางภาษาอาจจะมีการกำหนดข้อมุลที่ต้องเป็นอย่างนี้เท่านั้นมิฉะนั้นจะทำงานไม่ได้ ดังนั้นเมื่อเรา
ต้องการที่จะเรียนรู้ภาษาคอมพิวเอตร์ใดๆ ก็ตามสิ่งที่เราต้องท่องไว้ในใจเสมอคือ ภาษานี้มีการกำหนดข้อมูล
อย่างไร นอกเหนือจากนั้ run แล้วจะ Error เป็นต้นครับ คราวนี้เรามาดูภาษา C ของเราว่ามีรูปแบบ
เป็นอย่างไร ส่วนใหญ่ภาษา C จะเป็นพื้นฐานของทุกๆ ภาษาครับ

ข้อมูลชนิดตัวเลขจำนวนเต็ม (integer) สำหรับเก็บข้อมูล ชนิดตัวเลขจำนวนเต็ม ซึ่งอาจจะเป็นได้ทั้งเต็มบวก เต็มลบ
ที่สามารถนำไปคำนวณได้ เช่น
100 , 200 , 300 , 45 , 79 ,107 , 4580 , -4589 , -8659 ,-2 , -22 เป็นต้น


ข้อมูลชนิดตัวเลขทศนิยม (Float)
สำหรับการเก็บข้อมูลจำนวนทศนิยม โดยอาจจะเป็นค่าที่หรือทศนิยมที่ไม่มีวันจบ
และสามารถนำไปคำนวณได้ เช่น
10.845 , 122.025 , 144.698 , -18.2 , -22.3022 , -6.3

ข้อมูลชนิดอักขระ
ข้อมูลชนิดตัวอักขระคือ ตัวอักษรหรือสัญลักษณ์ต่างๆ ที่มีความหมายและความยาวของตัวอักษร
ได้เพียง 1 ตัวอักษรเท่านั้น ซึ่งสมารถเป็นได้ตั้งแต่ A-Z ,a-z,0-9 หรือสัญลักษณ์อื่นๆที่มีความหมายเช่น
{ , \n , # โดยจะต้องเขียนไว้ภายใน ' single quatoe ' เมื่อได้ลองประกาศตัวแปรจะทำให้สามารถทราบ
ได้ว่ารูปแบบ ของการกำหนดข้อมุลได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

ข้อมูลชนิดข้อความ
หมายถึง ตัวอักษรที่มีความยาวเรียงต่อกันเป็นข้อความ โดยข้อมูลชนิดข้อความ ต้องกำหนดอยู่ในเครื่องหมาย
" " Double quote ตัวอย่างเช่น "Test Developer C" หรือ "Hello" หรือ "Power" เป็นต้น


ทำความรู้จักกับ ประเภทของข้อมูลในภาษา C

ข้อมูลใน C แบ่งชนิดข้อมูลออกเป็น 2 ประเภท คือ

1. Simple data type เป็นชนิดข้อมูลที่ใช้แสดงค่าของสิ่งใดสิ่งหนึ่งเพียงรายการเดียว เช่น
ค่าความสูง นํ้าหนัก จํานวนนักเรียน อุณหภูมิ ระดับคะแนน เป็นต้น

2. Structure เป็นข้อมูลชนิดใช้แสดงค่าของสิ่งใดสิ่งหนึ่งหลายรายการ เช่น ความสูงของนัก
เรียนใน ชั้น ม. 6, รายชื่อนักเรียนใน 1 กลุ่ม ต้องกําหนดเป็นข้อมูล
ชนิดโครงสร้างแบบ อาร์เรย์ (array) แบบโครงสร้าง(structure) หรือแบบยูเนียน(union) เป็นต้น
ข้อมูล Simple data type รายละเอียดชนิดของมูลและช่วงของข้อมูลประเภท Simple data type
แสดงได้ดังตารางต่อไปนี้

ชนิดข้อมูล ค่าตํ่าสุด ค่าสูงสุด ใช้พื้นที่หน่วยความจำ
char -128 127 1 byte
unsigned char 0 255 1 byte
int -32,768 32,767 2 byte
unsigned int 0 65,535 2 byte
short int -32,768 32,767 2 byte
long -2,147,483,648 2,147,483,647 4 byte
unsigned long 0 4,294,967,295 4 byte
float 3.4x10 ยกกำลัง -38 3.4x10 ยกกำลัง 38 4 byte
double 1.7x10 ยกกำลัง -308 1.7x10 ยกกำลัง 308 8 byte
long double 3.4x10 ยกกำลัง -4932 3.4x10 ยกกำลัง4932 10 byte


รูปแบบการเขียนโปรแกรมในภาษา C สำหรับการสร้างตัวแปรและกำหนดค่า เบื้องต้น

#include<stdio.h>
main()
{
int num1=10;
กำหนดตัวแปรชื่อ num1 เป็นจำนวนเต็มมีค่าเท่ากับ 10
int num2=10;
กำหนดตัวแปรชื่อ num2 เป็นจำนวนเต็มมีค่าเท่ากับ 10
int sum;
กำหนดตัวแปรชื่อ sum เป็นจำนวนเต็มมีค่า

sum = num1 + num2; ทำการบวกค่า sum
printf("Result Data = %d",sum);
แสดงผลค่าตัวแปร sum ออกไปที่หน้าต่าง
}
ทำการเขียน Source code

ทำการเขียน Source code ลงไปในโปรแกรม Borland Turbo C เพื่อทดสอบ
ทำความรู้จักกับ การคำนวณในภาษา C

การเรียนรู้พื้นฐานการเขียนโปรแกรม ในภาษาต่าง ทุกภาษาจะต้องมีพื้นฐาน

การเรียนรู้ลำดับการคำนวณทางด้านคณิตศาสตร์ เพื่อที่จะนำไปใช้ในการคำนวณ

ได้อย่างถูกต้องครับ
ลำดับความสัมพันธ์ เครื่องหมาย การดำเนินการ
1 ( ) ซ้ายไปขวา
2 ! , ++ , --,(typecast) ขวาไปซ้าย
3 * , / , % ซ้ายไปขวา
4 + , - ช้ายไปขวา
5 < , <= , > , >= ซ้ายไปขวา
6 = = , != ซ้ายไปขวา
7 && and ซ้ายไปขวา
8 ||  or ซ้ายไปขวา
9 *= , /= , %= , += , -= ซ้ายไปขวา


ในการพิจารณา ของคอมไฟล์เลอร์ภาษาซี จะให้น้ำหนักความสำคัญของเครื่องหมายในลำที่ 1

ก่อนเสมอ โดยจะเริ่มทำงานภายใต้ลำดับความสัมพันธ์ดังตารางครับ

เช่น (20+3)-2


จะดำเนินการภายในวงเล็บก่อนครับ คือ 20 + 3 จากนั้นจะนำผลลัพธ์ไป -2

เมื่อเราไปทำการศึกษาภาษาคอมพิวเตอร์อื่นๆ ทางผู้พัฒนา Complier จะเป็นผู้กำหนด

รายละเอียดอีกครั้งว่าจะให้ลำดับความสำคัญที่ส่วนไหนก่อน

ซึ่งเรื่องเครื่องหมายทาง คณิตศาสตร์ จัดเป็นส่วนที่เราต้องเรียนรู้ในการเขียนโปรแกรม

ในทุกๆ ภาษา ซึ่งจะเป็นพื้นฐานที่เราจะต้องทราบไว้ครับขอบคุณครับ
ทำความรู้จักกับ ไลบราลีฟังก์ชันในภาษา C

Library Function เป็นฟังก์ชันสำหรับการทำงานหนึ่งๆ ที่ผู้พัฒนา complier

ภาษา C ได้ทำการพัฒนามาเตรียมไว้ให้เราเรียกใช้ มีผลดีคือลดเวลาในการพัฒนา

โปรแกรมคอมพิวเตอร์ของเราครับ

Library Function ของภาษา C จะเก็บอยู่ใน ไฟล์นามสกุล.h

(หรือที่เรียกว่า Header File) อย่างเช่น stdio.h  math.h

การเรียกใช้ Library Function เราต้องรู้ว่า  Function ที่ต้องการอยู่ในไฟล์ใด จากนั้นทำการ

#include ไฟล์นั้นไว้ในส่วนหัวของ โปรแกรมก่อนที่จะเรียกใช้ Function เช่น

 

#include <stdio.h>
#include <math.h>
int a=15;
float b;
main()
{
b=sqrt(a);
printf("Square root of %d = %f\n",a,b);


เมื่อเราไปทำการศึกษา เครื่องมือหรือภาษาอื่นเช่น Visual Studio Visual C#


เราก็จำเป็นที่จะต้องรู้ว่ามีฟังก์ชันใดบ้างที่เราสามารถเรียกใช้ได้ และมีรูปแบบการเรียกใช้

แบบใด เรียนรู้พื้นฐานแล้วนำไปประยุกต์ครับขอบคุณครับ
ทำความรู้จักกับ เครื่องหมายการเปรียบเทียบทางคณิตศาสตร์

การเรียนรู้พื้นฐานการเขียนโปรแกรม ในภาษาต่าง ทุกภาษาจะต้องมีพื้นฐาน

การเรียนรู้ลำดับการคำนวณทางด้านคณิตศาสตร์ เพื่อที่จะนำไปใช้ในการคำนวณ

ได้อย่างถูกต้องครับ

เครื่องหมาย ตัวอย่างการใช้งาน การดำเนินการ
 1 ..= = X = =  y

ผลลัพธ์จะเป็นจริง

 
ถ้าค่าในตัวแปร x เท่ากับค่าในตัวแปร y
2 ..!= X != y

ผลลัพธ์จะเป็นจริง

ถ้าค่าในตัวแปร x ไม่เท่ากับค่าในตัวแปร y
3 ..< * , / , % ซ้ายไปขวา
4 ..<= + , - ช้ายไปขวา
5 ..> < , <= , > , >= ซ้ายไปขวา
6 ..>= = = , != ซ้ายไปขวา


ในการพิจารณา ของคอมไฟล์เลอร์ภาษาซี จะให้น้ำหนักความสำคัญของเครื่องหมายในลำที่ 1

ก่อนเสมอ โดยจะเริ่มทำงานภายใต้ลำดับความสัมพันธ์ดังตารางครับ

เช่น (20+3)-2


จะดำเนินการภายในวงเล็บก่อนครับ คือ 20 + 3 จากนั้นจะนำผลลัพธ์ไป -2

เมื่อเราไปทำการศึกษาภาษาคอมพิวเตอร์อื่นๆ ทางผู้พัฒนา Complier จะเป็นผู้กำหนด

รายละเอียดอีกครั้งว่าจะให้ลำดับความสำคัญที่ส่วนไหนก่อน

ซึ่งเรื่องเครื่องหมายทาง คณิตศาสตร์ จัดเป็นส่วนที่เราต้องเรียนรู้ในการเขียนโปรแกรม

ในทุกๆ ภาษา ซึ่งจะเป็นพื้นฐานที่เราจะต้องทราบไว้ครับขอบคุณครับ
  ด้วยศักยภาพและเทคโนโลยีของคอมพิวเตอร์ที่แพรหลาย
จึงทำให้มีผู้คิดค้นพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ภาษาซีขึ้น

    คือ นายเดนนิส ริทชี่ (Dennis Ritchie) ที่ศูนย์วิจัยเบล (Bell Laboratories)
ประเทศสหรัฐอเมริกาเมื่อปี ค.ศ.1972
    และเป็นภาษาคอมพิวเตอร์ที่ใช้เขียนระบบปฏิบัติการยูนิกส์
ซึ่งใช้กันแพร่หลายในระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ในปัจจุบัน

    ภาษาซีเป็นภาษาที่มีความใกล้เคียงกับภาษาระดับต่ำ (Low-Level Language)
จึงทำให้นักพัฒนาโปรแกรมสามารถ

    ที่จะกำหนดรายละเอียดของโปรแกรมให้เข้าถึงการทำงานในส่วนต่าง ๆ
ของคอมพิวเตอร์ให้มากที่สุดเพื่อให้เกิดความเร็ว

    ในการทำงานสูงสุด และในขณะเดียวกันภาษาซีก็ยังมีความเป็นภาษาระดับสูง (High-Level
Language) ทำให้ผู้พัฒนา
    สามารถที่จะพัฒนาโปรแกรมได้ โดยเน้นไปที่การแก้ปัญหาที่ต้องการได้อย่างอิสระ
โดยไม่ต้องคำนึงถึงฮาร์ดแวร์ใด ๆ
    ภาษาซีเป็นภาษาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ได้รับความนิยมและมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
นาย Bjarne Stroustrup
    นักวิจัยและพัฒนาของศูนย์วิจัยเบล (Bell Laboratiories) ได้พัฒนาภาษา C++ (ซีพลัสพลัส)
ขึ้นมา โดยที่ภาษา C++
    มีความสามารถในการทำงานได้ทุกอย่างเหมือนกับภาษาซี
ซึ่งมีรูปแบบและโครงสร้างของภาษาใกล้เคียงกัน แต่ภาษา
    C++ ใช้หลักการออกแบบโปแกรมเชิงวัตถุ (Object Oriented Design)
ในขณะที่ภาษาซีใช้หลักการออกแบบโปรแกรม
    แบบโมดูลาร์ (Modular Design)
ทำความรู้จักกับ เครื่องหมายการดำเนินการทางคณิตศาสตร์

ทางการเค้าเรียกแบบนั้น แต่โดยทั่วไปคือ การนำภาษาคอมพิวเตอร์ ให้สั่ง

งานให้คอมพิวเตอร์ คำนวณโปรแกรมที่เราต้องการ เช่น A=5 , B=20

จากนั้นเราก็นำค่าของตัวแปร A + B แล้วให้คอมพิวเตอร์คำนวณออกมานั่นเองครับ

เพียงแค่เราเรียนรู้ภาษา C ก็เปรียบเสมือนเราออก คำสั่งให้คอมพิวเตอร์ ทำงานตามที่เราต้อง

การนั่นเองครับ

ในโปรแกรมภาษาซีจะใช้ตัวดำเนินการทางคณิตศาสตร์เป็นตัวเชื่อมในการเขียนโปรแกรม

เพื่อหาผลลัพธ์จากการคำนวณ

ซึ่งสามารถกระทำกับข้อมูลได้หลายรูปแบบ เช่น บวก ลบ คูณ หาร เปอร์เซ็นต์

ดังตัวอย่างในตารางข้างล่างนี้

เครื่องหมาย ตัวอย่างการใช้งาน การดำเนินการ
+ บวก (Addition)

X + y

 
- ลบ (Subtraction)

X - y

* คูณ (Multiplication) X * y
/ หาร (Division) X / y
++ เพิ่มค่าครั้งละ 1(Increment) X++
-- ลดค่าครั้งละ 1(Decrement) X--



ซึ่งเรื่องเครื่องหมายทาง คณิตศาสตร์ จัดเป็นส่วนที่เราต้องเรียนรู้ในการเขียนโปรแกรม
ทำความรู้จักกับ เครื่องหมายการดำเนินการทางคณิตศาสตร์

ในการเขียนโปรแกรม ย่อมต้องมีการเปรียบเทียบค่าของตัวแปร ในการที่เราต้องการจะสั่งงาน

ให้โปรแกรม ทำงานตามเป้าหมายที่เราต้องการ เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้และเราต้องทำการเรียนรู้ไว้ครับ

ตัวดำเนินการเปรียบเทียบในโปรแกรมภาษาซีคือเครื่องหมายที่ใช้ในการเปรียบเทียบในทางคณิตศาสตร์
ผลลัพธ์จะมี 2 กรณีคือ ถ้าผลลัพธ์ถูกต้องหรือเป็นจริงจะมีค่าเป็น 1 ถ้าผลลัพธ์ผิดหรือเป็นเท็จจะมีค่าเป็น

0 ผลลัพธ์ของการเปรียบเทียบมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าค่าคงที่บูลีน (Boolean Constant) ดังนี้

A > B
ผลลัพธ์เป็นจริง
ค่าคงที่บูลีนเป็น 1
100 = 10
ผลลัพธ์เป็นเท็จ
ค่าคงที่บูลีนเป็น 0
I > x
ผลลัพธ์เป็นจริง
ค่าคงที่บูลีนเป็น 1(เปรียบเทียบค่าตามรหัสแอสกี)
D > B
ผลลัพธ์เป็นจริง
ค่าคงที่บูลีนเป็น 1(เปรียบเทียบค่าตามรหัสแอสกี)


เครื่องหมาย ตัวอย่างการใช้งาน การดำเนินการ
> มากกว่า (Greather Than)

X + y

 
< น้อยกว่า (Less Than)

X > y

>= มากกว่าหรือเท่ากับ (Greather Than or Equal) X >= y
<= น้อยกว่าหรือเท่ากับ (Less Than or Equal) X <= y
== เท่ากับ (Equal) X==Y
!= ไม่เท่ากับ (Not Equal) X!=Y



ซึ่งเรื่องเครื่องหมายทาง คณิตศาสตร์ จัดเป็นส่วนที่เราต้องเรียนรู้ในการเขียนโปรแกรม
ตัวดำเนินการทางตรรกะในโปรแกรมภาษาซี

คือเครื่องหมายที่ใช้เชื่อมเงื่อนไข 2 เงื่อนไข

หรือมากกว่า 2 เงื่อนไข

เพื่อให้การเปรียบเทียบมีความละเอียดมากขึ้น ใช้สัญลักษณ์แทนในแต่ละเครื่องหมาย

ดังตารางข้างล่างนี้


เครื่องหมาย ตัวอย่างการใช้งาน Sample
&& จะให้ผลลัพธ์เป็นจริงเมื่อเงื่อนไขทั้งสองเป็นจริง แต่ถ้าเงื่อนไขใดเป็นเท็จ หรือทั้งสองเงื่อนไขเป็นเท็จจะทำให้ผลลัพธ์เป็นเท็จ

X && y

 
|| จะให้ผลลัพธ์เป็นจริงเมื่อเงื่อนไขใดเงื่อนไขหนึ่งเป็นจริง หรือเป็นจริงทั้งสองเงื่อนไข แต่ถ้าเป็นเท็จทั้งสองเงื่อนไขจะทำให้ผลลัพธ์เป็นเท็จ

X || y

! จะให้ผลลัพธ์เป็นจริงเมื่อเงื่อนไขหลัง not เป็นเท็จ แต่ถ้าเงื่อนไขหลัง not เป็นจริงจะทำให้ผลลัพธ์เป็นเท็จ ตัวดำเนินการ ความหมาย ตัวอย่าง
&& และ (and) Mark>=80&&mark<=100
X ! y
|| หรือ (or) Score<0||score>100 X || y
! ไม่ (not) !x&&!y X ! Y



ซึ่งเรื่องเครื่องหมายทาง คณิตศาสตร์ จัดเป็นส่วนที่เราต้องเรียนรู้ในการเขียนโปรแกรม

เงื่อนไขแบบทางเลือกเดียว (ฟังก์ชัน if ทางเลือกเดียว) จะทำการตรวจสอบเงื่อนไข ถ้าเงื่อนไขเป็นจริงจะทำงานตามประโยคคำสั่งภายในวงเล็บปีกกา แต่ถ้าเป็นเท็จจะข้ามไปทำชุดคำสั่งถัดไป ซึ่งประโยคคำสั่งภายในวงเล็บปีกกาอาจจะมีเพียงประโยคคำสั่งเดียว หรือหลายประโยคคำสั่งก็ได้ ถ้ามีเพียงประโยคคำสั่งเดียวจะไม่ใส่เครื่องหมาย ปีกกาเปิดและปิด
ในการเขียนโปรแกรมแบบโครงสร้าง จะมีรูปแบบการแก้ปัญหาหรือรูปแบบการเขียนโปรแกรมอยู่ 3
ลักษณะ คือ การเขียนแบบลำ ดับ (Sequential) การเขียนแบบเงื่อนไข (Selection) และการเขียนแบบวนซํ้า
(Repetition) การเขียนทีละคำสั่งจากบนลงจัดเป็นการเขียนแบบลำดับ ส่วนการเขียนแบบเงื่อนไขและการ
เขียนแบบวนซํ้านั้นจะต้องใช้คำสั่งควบคุมมาช่วยให้เกิดการเขียนในลักษณะดังกล่าว โดยที่ใช้ภาษาซีมีคำสั่ง if
การใช้ if-1
เปรียบเทียบการสร้างเงื่อนไขโดยใช้ Dark Basic สำหรับสร้างเกม
การใช้ if-2

รูปแบบ







if (เงื่อนไข)
{
ประโยคคำสั่ง 1;
ประโยคคำสั่ง 2;
|
ประโยคคำสั่ง n;
}


เช่น ตัวอย่างดังต่อไปนี้

#include<stdio.h>

void main()

{

int a=10;

int b=20;

if (a>b){

printf("a>b");

}else{

print("a<b)";

}

}


ตัวอย่างที่ 1 โปรแกรมหาผลรวมของเลขจำนวนเต็ม 2 จำนวนที่รับข้อมูลจากผู้ใช้
#include <stdio.h>
void main( ) {
int x, y, z;
printf(“Enter X value : “);
scanf(“%d”, &x);
printf(“Enter Y value : “);
scanf(“%d”, &y);
z = x + y;
printf(“Summary of X and Y is %d”, z);
}
ผลการทำ งานของโปรแกรม
Enter X value : 35
Enter Y value : 20
Summary of X and Y is 55

 

ตัวอย่างที่ 2 แสดงการใช้ตัวดำเนินการเพิ่มค่า
#include <stdio.h>
void main( ) {
int y, count;
count = 1;
y = count++;
printf(“y = %d, count = %d”, y, count);
count = 1;
y = ++count;
printf(“\ny = %d, count = %d”, y, count);
}
ผลการทำ งานของโปรแกรม
y = 1, count = 2
y = 2, count = 2

ตัวอย่างที่ 3 แสดงการใช้ตัวดำเนินการเปลี่ยนชนิดข้อมูล
#include <stdio.h>
void main( ) {
int x;
x = 2.5 * 2;
printf(“x value is %d”, x);
x = (int)2.5 * 2;
printf(“\nx value is %d”, x);
x = (int)(2.5 * 2);
printf(“\nx value is %d”, x);
}
ผลการทำ งานของโปรแกรม
x value is 5
x value is 4
x value is 5

ตัวอย่างที่ 4 แสดงค่าของการเปรียบเทียบด้วยตัวดำเนินการความสัมพันธ์
#include <stdio.h>
void main( ) {
int x, y
printf(“Enter X : “);
scanf(“%d”, &x);
printf(“Enter Y : “);
scanf(“%d”, &y);
printf(“X > Y is %d”, x>y);
}
ผลการทำงานของโปรแกรม
Enter X : 32
Enter Y : 24
X > Y is 1

 

 

ตัวอย่างที่ 5 แสดงค่าของการเปรียบเทียบด้วยตัวดำเนินการความเท่ากัน
#include <stdio.h>
void main( ) {
int x, y, result;
printf(“Enter X : “);
scanf(“%d”, &x);
printf(“Enter Y : “);
scanf(“%d”, &y);
result = (x==y);
printf(“X == Y is %d”, result);
}
ผลการทำงานของโปรแกรม
Enter X : 25
Enter Y : 4
X == Y is 0

 

ตัวอย่างที่ 6 โปรแกรมรับข้อมูลเลขจำ นวนเต็มจากผู้ใช้ 2 จำนวน คือ x และ y หาก x มีค่ามาก
กว่า y ใหขึ้้นข้อความว่า “X more than Y” แตถ้าไม่ใช่ให้ขึ้นข้อความว่า “X not more than Y”
#include <stdio.h>
void main( ) {
int x, y;
printf(“Enter X : “);
scanf(“%d”, &x);
printf(“Enter Y : “);
scanf(“%d”, &y);
(x > y) ? printf(“X more than Y”)
printf(“X not more than Y”);
}
ผลการทำ งานของโปรแกรม
Enter X : 12
Enter Y : 8
X more than Y

 

ตัวอย่างที่ 7 โปรแกรมรับข้อมูลเลขจำนวนเต็มจากผู้ใช้ 2 จำ นวน คือ x และ y ให้หาว่าค่าที่มีค่าน้อยที่สุดคือค่าใด
#include <stdio.h>
void main( ) {
int x, y, min;
printf(“Enter X : “);
scanf(“%d”, &x);
printf(“Enter Y : “);
scanf(“%d”, &y);
min = (x < y) ? x : y;
printf(“Minimum value is %d”, min);
}
ผลการทำงานของโปรแกรม
Enter X : 12
Enter Y : 8
Minimum value is 8

 

ตัวอย่าง แสดงการใช้ตัวดำเนินการเพิ่มค่า
#include <stdio.h>
void main( ) {
int y, count;
count = 1;
y = count++;
printf(“y = %d, count = %d”, y, count);
count = 1;
y = ++count;
printf(“\ny = %d, count = %d”, y, count);
}
ผลการทำ งานของโปรแกรม
y = 1, count = 2
y = 2, count = 2

ตัวอย่างแสดงการใช้ตัวดำเนินการเปลี่ยนชนิดข้อมูล
#include <stdio.h>
void main( ) {
int x;
x = 2.5 * 2;
printf(“x value is %d”, x);
x = (int)2.5 * 2;
printf(“\nx value is %d”, x);
x = (int)(2.5 * 2);
printf(“\nx value is %d”, x);
}
ผลการทำ งานของโปรแกรม
x value is 5
x value is 4
x value is 5

ตัวอย่าง แสดงค่าของการเปรียบเทียบด้วยตัวดำเนินการความสัมพันธ์
#include <stdio.h>
void main( ) {
int x, y
printf(“Enter X : “);
scanf(“%d”, &x);
printf(“Enter Y : “);
scanf(“%d”, &y);
printf(“X > Y is %d”, x>y);
}
ผลการทำงานของโปรแกรม
Enter X : 32
Enter Y : 24
X > Y is 1

 

 

ตัวอย่าง แสดงค่าของการเปรียบเทียบด้วยตัวดำเนินการความเท่ากัน
#include <stdio.h>
void main( ) {
int x, y, result;
printf(“Enter X : “);
scanf(“%d”, &x);
printf(“Enter Y : “);
scanf(“%d”, &y);
result = (x==y);
printf(“X == Y is %d”, result);
}
ผลการทำงานของโปรแกรม
Enter X : 25
Enter Y : 4
X == Y is 0

 

ตัวอย่าง โปรแกรมรับข้อมูลเลขจำ นวนเต็มจากผู้ใช้ 2 จำนวน คือ x และ y หาก x มีค่ามาก
กว่า y ใหขึ้้นข้อความว่า “X more than Y” แตถ้าไม่ใช่ให้ขึ้นข้อความว่า “X not more than Y”
#include <stdio.h>
void main( ) {
int x, y;
printf(“Enter X : “);
scanf(“%d”, &x);
printf(“Enter Y : “);
scanf(“%d”, &y);
(x > y) ? printf(“X more than Y”)
printf(“X not more than Y”);
}
ผลการทำ งานของโปรแกรม
Enter X : 12
Enter Y : 8
X more than Y

 

ตัวอย่าง โปรแกรมรับข้อมูลเลขจำนวนเต็มจากผู้ใช้ 2 จำ นวน คือ x และ y ให้หาว่าค่าที่มีค่าน้อยที่สุดคือค่าใด
#include <stdio.h>
void main( ) {
int x, y, min;
printf(“Enter X : “);
scanf(“%d”, &x);
printf(“Enter Y : “);
scanf(“%d”, &y);
min = (x < y) ? x : y;
printf(“Minimum value is %d”, min);
}
ผลการทำงานของโปรแกรม
Enter X : 12
Enter Y : 8
Minimum value is 8

ประวัติภาษา C , C++
ค.ศ. 1970 มีการพัฒนาภาษา B โดย Ken Thompson ซึ่งทำ งานบนเครื่อง DEC PDP-7 ซึ่ง
ทำ งานบนเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ไม่ได้ และยังมีข้อจำ กัดในการใช้งานอยู่
(ภาษา B สืบทอดมาจากภาษา BCPL ซึ่งเขียนโดย Marth Richards)
ค.ศ. 1972 Dennis M. Ritchie และ Ken Thompson ได้สร้างภาษา C เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ
ภาษา B ให้ดียิ่งขึ้น ในระยะแรกภาษา C ไม่เป็นที่นิยมแก่นักโปรแกรมเมอร์โดยทั่วไปนัก
ค.ศ. 1978 Brian W. Kernighan และ Dennis M. Ritchie ได้เขียนหนังสือเล่มหนึ่งชื่อว่า The C
Programming Language และหนังสือเล่มนี้ทำ ให้บุคคลทั่วไปรู้จักและนิยมใช้ภาษา C
ในการเขียนโปรแกรมมากขึ้นแต่เดิมภาษา C ใช้ Run บนเครื่องคอมพิวเตอร์ 8 bit
ภายใต้ระบบปฏิบัติการ CP/M ของ IBM PC ซึ่งในช่วงปี ค. ศ. 1981
เป็นช่วงของการพัฒนาเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ ภาษา C จึงมี
บทบาทสำ คัญในการนำ มาใช้บนเครื่อง PC ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
และมีการพัฒนาต่อมาอีกหลาย ๆ ค่าย ดังนั้นเพื่อกำ หนดทิศทางการใช้ภาษา C
ให้เป็นไปแนวทางเดียวกัน ANSI (American National StandardInstitute)
ได้กำหนดข้อตกลงที่เรียกว่า 3J11 เพื่อสร้างภาษา C มาตรฐานขึ้นมา เรียนว่า ANSI C
ค.ศ. 1983 Bjarne Stroustrup แห่งห้องปฏิบัติการเบล (Bell Laboratories)
ได้พัฒนาภาษา C++ขึ้นรายละเอียดและความสามารถของ C++ มีส่วน
ขยายเพิ่มจาก C ที่สำ คัญ ๆ ได้แก่ แนวความคิดของการ
เขียนโปรแกรมแบบกำ หนดวัตถุเป้าหมายหรือแบบ OOP
(Object Oriented Programming) ซึ่งเป็นแนว การเขียนโปรแกรมที่เหมาะกับ
การพัฒนาโปรแกรม ขนาดใหญ่ ที่มีความสลับซับซ้อนมาก มีข้อมูลที่ใช้ใน
โปรแกรมจำ นวนมาก จึงนิยมใช้เทคนิคของการเขียนโปรแกรมแบบ OOP
ในการพัฒนาโปรแกรมขนาดใหญ่ในปัจจุบันนี้

 

 ข้อดีของภาษา C และ C++
โปรแกรมเมอร์โดยทั่วไปในปัจจุบันนิยมพัฒนา
โปรแกรมด้วยภาษา C และ C++ ด้วยเหตุผลดังนี้

1. โปรแกรมเมอร์สามารถสร้างโปรแกรมที่ควบคุมการทำงานของคอมพิวเตอร์และการโต้ตอบ
ระหว่างผู้ใช้กับคอมพิวเตอร์ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เช่น
การเขียนโปรแกรมในลักษณะที่ผู้ใช้ควบคุมโปรแกรมในสภาพแวดล้อม ที่เป็น Event-Driven
คือ ผู้ใช้สามารถควบคุมเหตุการณ์ต่าง ๆ ของโปรแกรมในขณะทำ งานได้ไม่ใช่ผู้ใช้ถูกควบคุม
โดยโปรแกรม ลักษณะการทำ งานแบบ Event-Driven ได้แก่
โปรแกรมที่ทำ งานในสภาพแวดล้อมภายใต้ระบบปฏิบัติการวินโดวส์ เป็นต้น

2. ภาษา C และ C++ มีประสิทธิภาพของภาษาอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกับภาษา Assembly มากที่
สุด แต่มีความยืดหยุ่นในยึดติดกับฮาร์ดแวร์คอมพิวเตอร์หรือ Microprocessor รุ่นใดรุ่นหนึ่ง
ทำ ให้สามารถนำโปรแกรมที่สร้างขึ้นไปทำ งานได้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ได้ทุกรุ่น

3.ภาษา C++ สนับสนุนการเขียนโปรแกรมในลักษณะเชิงวัตถุหรือ OOP (Object Oriented
Programming) ซึ่งเป็นเทคนิคการเขียนโปรแกรมที่นิยมใช้เขียนโปรแกรมขนาดใหญ่ที่มี
จำนวนข้อมูลในโปรแกรมมาก
4. โปรแกรมเมอร์ส่วนใหญ่จะนิยมใช้ภาษา C, C++ พัฒนาโปรแกรมประยุกต์ในงานด้านต่าง ๆ
เป็นจำนวนมากในปัจจุบัน เพราะประสิทธิภาพของภาษาที่ได้เปรียบภาษาอื่น ๆ

 ขั้นตอนการพัฒนาโปรแกรมด้วย C++
การพัฒนาโปรแกรมด้วยภาษา C++ มีขั้นตอนในการสร้างคล้ายกับภาษาระดับสูงทั่วไป
แต่ภาษาC++ได้จัดเตรียมเครื่องมือในการพัฒนาโปรแกรมในสภาพแวดล้อมที่รวมไว้ด้วยกัน
แบบเบ็ดเสร็จ ที่เรียกว่า IDE (Integrated Development Environment)
คือ ได้นำ เครื่องมือที่จำ เป็นทั้งหมดในการพัฒนา
โปรแกรมมารวมไว้ ด้วยกัน ทั้ง Editor, Compiler, Link Library และ Help เพื่อความสะดวกของผู้ใช้ในขณะทำ การพัฒนาโปรแกรม
การพัฒนาโปรแกรมด้วยภาษา C++ มีขั้นตอนตามลำดับ ดังนี้

1. ขั้นตอนการสร้าง Source File หรือแฟ้มต้นฉบับเป็น Text File โดยการใช้ส่วน Editor ของ
IDE (หรือสร้างจาก Editor ของโปรแกรมอื่น ๆ ก็ได้) เมื่อสร้างเสร็จ
แล้วจึงบันทึก Source File ไว้ โดยกำหนดส่วนขยายเป็น CPP เช่น TEST.CPP (C Plus Plus)
โดย Source File นี้จะต้องสร้างให้ถูกต้องตาม
โครงสร้างและไวยากรณ์ของภาษา C++ ทั้งหมดก่อน

2. การคอมไพล์ (Compile) คือการใช้ตัวโปรแกรมหรือ Compiler ของ C++ ในการแปล Source
File ให้เป็นไฟล์ภาษาเครื่องที่เรียกว่า Object File หรือ Object Code
จะได้ไฟล์ที่มีส่วนขยายเป็น OBJเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งไฟล์ เช่น TEST.OBJ

3. การเชื่อมโยง (Linking) เป็นขั้นตอนการเชื่อมโยงไฟล์ประเภท OBJ เข้ากับแฟ้มจากคลัง
(Library) ของภาษา C++ จำ นวน 1 แฟ้มหรือมากกว่า ซึ่งไฟล์ใน Libraryนี้
จัดเตรียมไว้โดยผู้สร้างภาษาC++ ผลก็คือจะได้ผลลัพธ์เป็นไฟล์ที่สามารถนำ
ไปทำ งาน หรือ Run ได้โดยอิสระ หรือที่เรียกว่า
Executable File มีส่วนขยายเป็น EXE เช่น TEST.EXE เป็นต้น
ขั้นตอนของการสร้าง Source File , การ Compile และการ Link
ทั้งหมดจะดำเนินการได้ใน IDE ของ C++ ที่จัดเตรียมไว้ให้แล้วอย่างอัตโนมัติ
ทำให้ผู้เขียนโปรแกรมสามารถทำ สร้างโปรแกรมด้วยภาษา C++ สะดวกยิ่งขึ้น

 


ส่วนประกอบเบื้องต้นของ C++ มีดังนี้
1. Comments or Remark หมายถึงส่วนที่เป็นการอธิบายหรือหมายเหตุในโปรแกรม เขียน
อธิบายไว้ในเครื่องหมาย /* ………*/ หรือเขียนตามหลังเครื่องหมาย // ก็ได้ ในขณะที่แปล
Compilerของ C++ จะไม่นำ ไปแปลด้วย แต่ต้องเขียน Comments
อยู่ภายในเครื่องหมายให้ถูกต้อง โดยที่ /*…..*/

มักใช้กับ Comment หลาย ๆ บรรทัด ส่วน // ใช้กับการ Comments
ตามหลัง Statement เป็นส่วนใหญ่
เช่น

/*Program : First.CPP
Written by: หมายเหตุหรือคำ อธิบาย
Date : 10/1997 */
หรือ
cout << "My name is Mr.Sirichai Namburi \n"; // display text to screen

2. #include <iostream.h> บรรทัดที่ขึ้นต้นด้วย # นี้จะต้องมีเสมอในทุกโปรแกรม เรียกว่า
preprocessor เรียกคำ ว่า include ที่ตามเครื่องหมาย # นี้ว่า directive และชื่อไฟล์ที่อยู่
ในเครื่องหมาย
<…..> (จะใช้เครื่องหมาย “……” แทนก็ได้) เรียกว่า header file หรือ include file ซึ่งเป็นไฟล์ที่เก็บไว้
ในคลังคำ สั่ง (Library File) ของ C++
ข้อสังเกต การเขียน preprocessor directive จะต้องเขียนรายการละ 1 บรรทัด
และไม่ต้องมีเครื่องหมาย ; ที่ท้ายประโยค
#include <iostream.h> หมายถึง การสั่งให้ Compiler นำ สิ่งที่อยู่ในไฟล์ที่กำ หนดชื่อมา
ให้ คือไฟล์ iostream.h มารวมกับ source file ขณะทำ การ link เพื่อให้ได้ Executable file
นั่นหมายความว่า ในโปรแกรมที่เราสร้างขึ้น ได้มีการเรียกใช้ฟังก์ชันที่ถูกเก็บไว้ใน
Header File นั้น

3. void main() เป็นการเรียกใช้ฟังก์ชันหลักของโปรแกรมคือ ฟังก์ชัน main()
ซึ่งจะต้องมีชื่อฟังก์ชันนี้เสมอ ฟังก์ชัน main() เป็นฟังก์ชันหลัก
จะประกอบไปด้วยวงเล็บเปิด { เป็นการเริ่มต้นภายในมีการประกาศตัวแปร
มีประโยคคำ สั่งของภาษา C++ มีชื่อฟังก์ชันอื่น ๆ ที่ผู้เขียนสร้างขึ้นแล้วเรียกใช้ภาย
ในฟังก์ชัน main() แล้วจบฟังก์ชันด้วยวงเล็บปิด }
คำ ว่า void เป็นชื่อ ประเภทข้อมูล(data type)
ที่ให้ค่าว่าง จะทำ ให้ฟังก์ชันไม่มีการส่งค่า
ใด ๆ กลับไปยังชื่อฟังก์ชันที่ถูกเรียกใช้ ทั้งนี้เนื่องจากใน C++ เมื่อมีการเรียกใช้ฟังก์ชันใดฟังก์ชันหนึ่ง
เมื่อฟังก์ชันทำ งานเสร็จแล้ว จะต้องส่งค่าคืนกลับมายังจุดที่เรียกใช้ชื่อฟังก์ชันเสมอ เพื่อไม่ให้ส่งคืนค่าใดๆ กลับมา จึงใช้คำ ว่า void เพื่อกำ หนด main()
ให้เป็นฟังก์ชันที่ไม่ต้องคืนค่ากลับมา ณ จุดเรียกใช้หรือ
เป็นฟังก์ชันประเภทไม่มีค่านั่นเอง

4. cout << "My name is Mr.Sirichai Namburi \n";
cout << "Office : Computer Department,RIPA";
เป็นส่วนของประโยคคำ สั่งหรือ Statement ในภาษา C++
ซึ่งต้องเขียนให้ถูกต้องตามไวยากรณ์ของภาษา ทุกประโยคต้องจบด้วย
เครื่อง semicolon (;) เสมอ สำ หรับคำ ว่า cout เป็น object ซึ่งถูกเก็บไว้
ในไฟล์ iostream.h ดังนั้นจึงต้องกำ หนดชื่อไฟล์ iostream.h
ไว้ในส่วนของ preprocessor directive ด้วยheader file ที่สามารถใช้ร่วมกับ
#include ใน C++ เพื่อให้สามารถเรียกใช้คำ สั่งหรือฟังก์ชันต่าง
ๆ ที่ผู้ใช้ต้องการได้ ได้แก่รายชื่อไฟล์ในตารางต่อไปนี้
โดยก่อนที่จะเรียกใช้ header file ใดนั้น ผู้ใช้จะ
ต้องตรวจสอบก่อนว่าฟังก์ชันที่ต้องเรียกใช้ถูกสร้างไว้ใน header file ใด
เช่น ถ้ามีการเรียกใช้ฟังก์ชันgetch() ในโปรแกรม จะต้องเขียน preprocessor directive
เรียกใช้ header file

 

ตัวแปรประเภท Global และ Local
การประกาศใช้ตัวแปรใน C++ สามารถทำ ได้ 2 ลักษณะ คือ
1. Global variable คือ ตัวแปรที่กำ หนดหรือประกาศไว้นอกฟังก์ชันใด ๆ
ทุกฟังก์ชันสามารถนำ ตัวแปรประเภท Global ไปใช้ได้ทุกฟังก์ชัน
เพราะเป็นลักษณะการประกาศแบบสารธรณะ

2. Local variable คือ ตัวแปรที่กำ หนดหรือประกาศไว้ในฟังก์ชันใดฟังก์ชันหนึ่ง
สามารถนำตัวแปรนั้นไปใช้ได้เฉพาะในฟังก์ชันนั้น ๆ เท่านั้น
ฟังก์ชันอื่นไม่สามารถนำ ไปใช้ได้ เพราะประกาศใน
ลักษณะส่วนตัวหรือเฉพาะที่

 

การแสดงผลทางจอภาพด้วย cout
จากรูปแบบโครงสร้างของโปรแกรม C++ จะเห็นตัวอย่างการใช้ประโยคคำ สั่ง cout
(อ่านว่า c - out ซีเอาต์ ย่อมาจาก character out)
หมายถึง การแสดงผลในลักษณะอักษรหรือข้อความ
ที่อยู่ในเครื่องหมาย "…… " หรือค่าของตัวแปร(variable)ออกทางจอภาพ
cout เป็นออบเจ็กต์(object) อยู่ในไฟล์ iostream.h ซึ่ง cout จะเป็น object
ที่ทำ หน้าที่ดำเนินการเกี่ยวกับกระแสข้อมูล(Stream) ของภาษา C++
ออกไปแสดงผลสู่อุปกรณ์ต่าง ๆ
<< เป็น operator หรือตัวดำ เนินการ มีชื่อว่า put to หรือส่งไปที่
หรือเรียกว่า insertion หมายถึง การแสดงข้อความ เครื่องหมาย <<
จะทำหน้าที่นำค่าที่อยู่ทางขวาของเครื่องหมายซึ่งอาจจะเป็นค่าคงที่
ข้อความหรือ string ที่อยู่ในเครื่องหมาย "……" หรือค่าตัวแปร(variable) ก็ได้
ส่งให้แก่Object ที่อยู่ทางซ้ายของเครื่องหมาย

 

การแสดงผลทางจอภาพด้วย cout
จากรูปแบบโครงสร้างของโปรแกรม C++ จะเห็นตัวอย่างการใช้ประโยคคำ สั่ง cout
(อ่านว่า c - out ซีเอาต์ ย่อมาจาก character out)
หมายถึง การแสดงผลในลักษณะอักษรหรือข้อความ
ที่อยู่ในเครื่องหมาย "…… " หรือค่าของตัวแปร(variable)ออกทางจอภาพ
cout เป็นออบเจ็กต์(object) อยู่ในไฟล์ iostream.h ซึ่ง cout จะเป็น object
ที่ทำ หน้าที่ดำเนินการเกี่ยวกับกระแสข้อมูล(Stream) ของภาษา C++
ออกไปแสดงผลสู่อุปกรณ์ต่าง ๆ
<< เป็น operator หรือตัวดำ เนินการ มีชื่อว่า put to หรือส่งไปที่
หรือเรียกว่า insertion หมายถึง การแสดงข้อความ เครื่องหมาย <<
จะทำหน้าที่นำค่าที่อยู่ทางขวาของเครื่องหมายซึ่งอาจจะเป็นค่าคงที่
ข้อความหรือ string ที่อยู่ในเครื่องหมาย "……" หรือค่าตัวแปร(variable) ก็ได้
ส่งให้แก่Object ที่อยู่ทางซ้ายของเครื่องหมาย

 

การคำนวณโดยใช้ฟังก์ชันทางคณิตศาสตร์
การคำนวณค่าฟังก์ชันทางคณิตศาสตร์ เช่น ค่ายกกำลัง ค่ารากที่สองค่าสัมบูรณ์จะต้องใช้
ฟังก์ชันมาตรฐาน (standard function) ทางด้านคณิตศาสตร์ ที่ C++ จัดเตรียมไว้ให้ใน
โดยจัดเก็บคลังคำ สั่งไว้ในไฟล์ Math.h
ดังนั้นในโปรแกรมที่ต้องการใช้ฟังก์ชันทางคณิตศาสตร์จะต้อง
มีการ include ไฟล์ Math.h เป็น preprocessor directive ด้วย
(วิธีการตรวจสอบว่ามีฟังก์ชันใดบ้างใน
ไฟล์ Math.h ให้ใช้คำ สั่ง Help , Index แล้วพิมพ์ คำว่า Math.h
เมื่อพบคำว่า Math.h แล้วให้กดแป้น
Enter จะแสดงให้เห็นชื่อฟังก์ชันต่าง ๆ ทางด้านคณิตศาสตร์)
ตัวอย่างโปรแกรม Func_Mat.cpp แสดงการหาค่าทางคณิตศาสตร์โดยใช้ฟังก์ชัน pow()
และฟังก์ชัน sqrt() เพื่อหาค่าเลขยกกำลังและรากที่สอง

 

การรับข้อมูลจากคีบอร์ดด้วย cin
ในการเขียนโปรแกรมเพื่อการประมวล มีความจำ เป็นอย่างยิ่งที่โปรแกรมด้วยทั่วไป
จะต้องมีการรับข้อมูลจากผู้ใช้ (user) ผ่านทางคีย์บอร์ดหรือแป้นพิมพ์
เพื่อความยืดหยุ่นในการใช้งาน
โปรแกรมใน C++ สามารถใช้ออปเจ็กต์ cin ที่อยู่ในไฟล์ iostream.h
เพื่อรับข้อมูลจากคีย์บอร์ดและอุปกรณ์อื่น ๆ ได้มีรูปแบบดังนี้
โดยที่ cin อ่านว่า ซีอิน ย่อมาจาก character in ซึ่งหมายถึงการรับข้อมูลในลักษณะ
ของอักษร cin เป็นออปเจ็กต์ที่สร้างอยู่ในไฟล์ iostream.h
>> เป็นโอเปเรเตอร์ ซึ่งมีชื่อว่า เอ๊กซ์แทร็กชัน (extraction - รับเข้ามา) หรือ getfrom จะทำ
หน้าที่รับค่าที่อยู่ทางซ้ายของเครื่องหมายส่งให้แก่ตัวแปรที่อยู่ทางขวาของเครื่องหมาย
(ถ้าไม่ระบุอุปกรณ์หมายถึงรับข้อมูลเข้าทางคีย์บอร์ด)

 

การเลือกทำ แบบ if…else
การเลือกทำ แบบ if …else มีหลักการทำ งาน คือเริ่มด้วยการทดสอบเงื่อนไขที่กำ หนดไว้ ถ้าผล
การตรวจสอบเงื่อนไข เป็นดังนี้
- เป็นจริง statement ที่อยู่ต่อจาก if จะถูกทำ งาน
- เป็นเท็จ statement ที่อยู่ต่อจาก else จะถูกทำ งาน

รปูแบบที่ 1 if…else แบบ statement เดยีว มีรูปแบบ ดงั นี้
if(เงื่อนไขการเปรียบเทียบ)
statement;
else
statement;

รปูแบบที่ 2 if…else แบบหลาย statement มีรูปแบบ ดังนี้
if(เงื่อนไขการเปรียบเทียบ)
{ statement;
statement;
statement;
}
else
{ statement;
statement;
}

 

การเลือกทำแบบ switch … case
ในกรณีที่การเลือกทำ มีหลายเงื่อนไข แต่ละเงื่อนไขขึ้นอยู่กับ ตัวแปร (variable) ตัวเดียวกันที่
เป็นประเภท int หรือ char สามารถใช้การเลือกทำ แบบ switch…case แทนการเลือกทำ
แบบ if ซ้อนกัน (nested if ) ได้ โดยมีรูปแบบดังนี้
switch(ตัวแปรชนิด int หรือ char)
{ case ค่าคงที่ชนิด int หรือ char:
statement;
statement;
break;
case ค่าคงที่ชนิด int หรือ char:
statement;
statement;
break;
default:
statement;
break;
}

 

ลูป for
ลูป for จะเริ่มด้วยการนำ ค่าเริ่มต้นเปรียบเทียบกับเงื่อนไขที่กำหนดไว้
ถ้าเงื่อนไขเป็นจริง จะทำstatement ในลูป ถ้า เป็นเท็จ จะเลิกทำงานในลูป
กรณีเมื่อตรวจสอบเงื่อนไขแล้วเป็นจริงเมื่อทำ งานใน
ลูปแล้ว ก็จะเพิ่มหรือลดค่าตัวแปรในเงื่อนไขอีก 1 หรือมากกว่าตามที่กำหนดไว้
โดยอัตโนมัติ แล้วตรวจ
สอบเงื่อนไขอีกครั้ง ถ้าเงื่อนไข เป็นเท็จ
จะเลิกทำซํ้าในลูป มีรูปแบบ statement ดังนี้

1. ลูป for ที่มี statement เดียว มีรูปแบบ ดังนี้
for (ตัวแปรและค่าเริ่มต้น; เงื่อนไขเปรียบเทียบ; เพิ่มหรือลดค่าตัวแปร)
statement;

2. ลูป for ที่มีหลาย statement มีรูปแบบ ดังนี้
for (ตัวแปรและค่าเริ่มต้น; เงื่อนไขเปรียบเทียบ; เพิ่มหรือลดค่าตัวแปร)
{ statement;
statement;
statement;
}

3. ลูป for ซ้อนกัน หมายถึง มีการใช้ statement ของ for
อีกในขณะมีการสั่งทำซํ้าด้วย for ไว้แล้ว โปรแกรมจะดำเนินการทำซํ้าในลูป
โดยแต่ละรอบของลูปนอก จะต้องทำลูปในให้ครบทุกรอบ
ก่อน แล้วจึงเริ่มทำ ลูปนอกในรอบต่อไป

 

รูปแบบของ while

ลูป while จะเริ่มการทำ งานด้วยการทดสอบเงื่อนไขที่กำหนดไว้ต้นลูปก่อนเสมอ
ถ้าเงื่อนไขเป็นจริง จะทำ งานซํ้าในลูป แต่ถ้าเงื่อนไขเป็นเท็จ
จะเลิกทำงานในลูป (ทำ งานในลูปขณะที่เงื่อนไขเป็นจริงเท่านั้น)

รูปแบบของ while มีดังนี้
1. ลูป while ที่มี statement เดียว มีรูปแบบดังนี้
while(เงื่อนไขเปรียบเทียบ)
statement;
2. ลูป while ที่มีหลาย statement มีรูปแบบดังนี้
while(เงื่อนไขเปรียบเทียบ)
{ statement;
statement;
statement;
}
3. ลูป while ซ้อนกัน มีรูปแบบ ดังนี้
while(เงื่อนไขเปรียบเทียบของลูปนอก)
{ statement;
statement;
while(เงื่อนไขเปรียบเทียบของลูปใน)
{ statement;
statement;
statement;
}
statement;
statement;
}

 

ความหมายและประโยชน์ของฟังก์ชัน
ฟังก์ชัน (Function) หมายถึง ประโยคคำสั่ง(statements)
ชุดหนึ่งซึ่งมีชื่อเรียกใช้โดยเฉพาะ
ฟังก์ชันหนึ่ง ๆ จะทำหน้าที่เฉพาะอย่างใดอย่างหนึ่งส่วนอื่น ๆ
ของโปรแกรมสามารถเรียกสเตตเมนต์
ชุดนี้ได้โดยการเรียกใช้ ชื่อฟังก์ชัน นั้น ๆ ให้ถูกต้องตามรูปแบบที่ฟังก์ชันนั้น ๆ
กำหนดไว้ฟังก์ชันในภาษา C++ มี 2 ประเภท คือ
1. User Defined Function คือ ฟังก์ชันที่ผู้เขียนโปรแกรมสร้างขึ้นหรือกำหนดขึ้นเอง
ตามรูปแบบการสร้างฟังก์ชันของ C++ เพื่อนำ มาใช้ในการเขียนโปรแกรมของตนเอง

2. Standard Function คือ ฟังก์ชันมาตรฐานที่บริษัทผู้สร้าง Compiler ภาษา C++ ได้สร้าง
รวบรวมไว้ในคลัง (Library) ผู้เขียนโปรแกรมสามารถเรียกใช้ได้ทันที
ได้แก่ ฟังก์ชันที่ประกอบอยู่ใน
header file ต่าง ๆ ขณะเรียกใช้ต้อง
#include ชื่อไฟล์ที่รวบรวมฟังก์ชันนั้นไว้ก่อน เช่น ฟังก์ชัน
clrscr() ทำ หน้าที่ล้างจอภาพให้ว่างและเลื่อน cursor
ไปไว้ที่มุมซ้ายบนของจอภาพ เป็นฟังก์ชันอยู่ใน
ไฟล์ conio.h เป็นต้น

ประโยชน์ฟังก์ชันในการเขียนโปรแกรมใน C++ มีดังต่อไปนี้
1. ช่วยให้ไม่ต้องเขียน statement เดิม ๆ ซํ้ากันหลายครั้งในปรแกรมเดียวกัน
2. ช่วยให้สามารถค้นหาส่วนที่ผลหรือส่วนที่ต้องปรับปรุงได้อย่างรวดเร็ว
เนื่องจากเราทราบว่าแต่ละฟังก์ชันทำหน้าที่อะไร และสร้างฟังก์ชันไว้ที่ส่วนใดของโปรแกรม
3. ทำ ให้โปรแกรมมีขนาดกระทัดรัด ทำความเข้าใจได้ง่ายและรวดเร็วเพราะเขียนแบ่งเป็น
ฟังก์ชันตามงานหรือหน้าที่ที่ต้องการเขียน
4. เนื่องจากฟังก์ชันมีการทำงานเป็นอิสระ สามารถนำฟังก์ชันที่สร้างไว้และมีการทำงานเป็น
มาตรฐานแล้ว เก็บไว้ใน Header File เพื่อให้เป็นคลังคำ สั่ง(Library) ของผู้ใช้
นำไปใช้ได้ในโปรแกรม
อื่น ๆ ได้อีก ซึ่งช่วยให้เราเขียนโปรแกรมใหม่ได้รวดเร็วขึ้น
โดยการนำฟังก์ชันที่มีอยู่แล้วมาใช้ใหม่ได้

 

ความหมายของ string
สตริง (string) หมายถึง ชุด(array)ของตัวอักขระ(character) ที่เรียงต่อกันสตริงจะเป็นคำ
หรือข้อความที่มีความหมาย ใน C++ ไม่มีชนิดข้อมูลประเภท string
การกำหนด string คือการกำ หนด
เป็นอาร์เรย์ของข้อมูลชนิด char หลาย ๆ ตัวนำ มาเชื่อมต่อกันเป็น string
เช่น character 'C','o','m','p','u','t','e','r' เก็บไว้ในอาร์เรย์รวมเป็นข้อมูล string
ซึ่งจะได้ข้อความ "Computer" ข้อมูล string เป็นได้ทั้งค่าคงที่(constant)
และตัวแปร (variable)

ความหมายของข้อมูลชนิด enumerated

enumerated หมายถึง ประเภทข้อมูลที่ประกอบด้วยสมาชิก(member)
จำนวนหนึ่งซึ่งมีค่าคงที่และล ดับที่อยู่ของรายการข้อมูลแน่นอนและ
มีความสัมพันธ์กัน เช่น วันในหนึ่งสัปดาห์ ประกอบด้วย
สมาชิก อาทิตย์ จันทร์ อังคาร พุธ พฤหัสบดี ศุกร์ และเสาร์

 

ตัวแปรชนิด pointer
ตัวแปร(variable) ที่ได้ศึกษามาแล้วได้แก่ ตัวแปรชนิด int, float, double, char ตัวแปรเหล่านี้
จะใช้เก็บค่าคงที่ตามชนิดที่ได้ประกาศตัวแปรไว้ เช่น int number; แสดงว่าตัวแปร number
ใช้เก็บค่า
คงที่ชนิด integer เท่านั้น ไม่สามารถเก็บค่าจำนวนทศนิยมได้
สำหรับตัวแปรชนิด pointer จะเป็นตัวแปรที่ประกาศหรือกำหนดขึ้นมาเพื่อเตรียมไว้เก็บค่า
address ของตัวแปรโดยเฉพาะไม่สามารถเก็บค่าคงที่ประเภทอื่น ๆ ได้วิธีการประกาศตัวแปรชนิด
pointer ทำได้ดังนี้
เช่น
int* add_number; //ตัวแปร add_number เป็นตัวแปรชนิด pointer ใช้เก็บค่า
address ของ ตัวแปรชนิด integer เท่านั้น
float* position; //ตัวแปร position เป็นตัวแปรชนิด pointer
ใช้เก็บค่า address ของตัวแปรชนิด float เท่านั้น
char *choice, *ptr, *pnt;
//ตัวแปร choice,ptr,pnt เป็นตัวแปรชนิด pointer ใช้เก็บค่า
address ของตัวแปรชนิด character เท่านั้น
เราเรียกตัวแปรชนิดที่เป็น pointer สั้น ๆ นี้ว่า pointer ค่าที่นำมาเก็บใน pointer นี้
ได้จะเป็นค่าของ address เท่านั้นและสามารถเก็บค่า address ของตัวแปรชนิดเดียวกับชนิดของ
pointer เท่านั้น เช่น กำ หนด pointer เป็น int* ก็สามารถนำ address ของตัวแปรประเภท int
มาเก็บได้เท่านั้น
ชนิดตัวแปร* ชื่อตัวแปร; //หรือ
ชนิดตัวแปร *ชื่อตัวแปร, *ชื่อตัวแปร, *ชื่อตัวแปร;